โช๊คอัพรถยนต์ คืออะไร มีกี่ประเภท สัญญาณบ่งบอกว่าโช๊คกำลังมีปัญหา

67

โช๊คอัพรถยนต์เป็นส่วนประกอบสำคัญอีกอย่างหนึ่งของรถที่จะขาดไม่ได้ เพราะจะไปช่วยรองรับแรงกระแทกที่เกิดขึ้นสภาพเส้นทางรูปแบบต่าง ๆ  ช่วยในการยึดเกาะพื้นผิวถนนได้ดีขึ้น ควบคุมการเด้งของล้อให้เกิดขึ้นน้อยสุด ส่งผลให้สัมผัสกับพื้นผิวของถนนอยู่ตลอดเวลาในขณะที่รถแล่น ทำให้รถมีการทรงตัวที่ดี การขับขี่รู้สึกนุ่มสบาย  โดยโชครถยนต์ในปัจจุบันก็มีอยู่ 2 ระบบดังนี้

โช๊คอัพรถยนต์

โช๊คอัพระบบน้ำมัน

เป็นโช๊ครถยนต์ ที่ทำงานโดยใช้นำมันไฮดรอลิคเป็นส่วนสำคัญที่ให้ความหนืด เมื่อใช้งานมักจะมีฟองอากาศน้ำมันเกิดขึ้น ทำให้ทำงานได้อย่างไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร หากขับขี่โดยด้วยความเร็วสูงหากฟองอากาศแตก จะทำให้โชคไม่ทำงานในช่วงสั้น ๆ แต่ก็มากพอที่จะทำให้เสียการควบคุมรถได้

โช๊คอัพรถยนต์ระบบแก๊ส

เป็นโชคที่ใช้ และนิยมกันมากที่สุด เป็นโช๊คที่ใช้แก๊สไนโตรเจน กับน้ำมันไฮดรอลิค ทำงานร่วมกัน ให้ความนุ่มนวล และมีความปลอดภัยกว่าโช๊คอัพระบบน้ำมัน โดยแบ่งย่อยได้เป็นสองแบบคือแบบแรงดันต่ำ กับแบบแรงดันสูง

ทั้งสองประเภทนี้คือโช๊คอัพที่ใช้อยู่ในปัจจุบันโดยโช๊คอัพระบบแก๊สนั้นจะทำงานได้ดีกว่าระบบน้ำมัน แต่แน่นอนว่าการใช้รถเป็นประจำ อย่างต่อเนื่องทุกส่วนประกอบของรถย่อมมีการสึกหรอไม่เว้นแม้แต่โช๊คอัพ

ซึ่งวิธีสังเกตโช๊คของคุณก็มีดังนี้

  • ให้ลองกดรถลง แล้วปล่อย แล้วดูการเด้งขึ้นของรถ หากรถมีอาการเด้งซ้ำ ๆ ไม่เด้งขึ้นรวดเดียว แสดงโช๊ครถเริ่มหย่อน ในทางกลับกันหากรถไม่เด้งขึ้นก็สันนิษฐานได้เลยว่าโชคเสียแล้วมีน้ำมันรั่วซึมไหลเยิ้มออกมาจากโช๊ค
  • สังเกตยางรถมีความเรียบ หรือดอกยางสึกผิดปกติ ไม่เสมอกัน หรือยางแต่ละข้างสึกไม่เท่ากัน
  • รถทรงตัวไม่เหมือนเดิม บังคับยากเข้าโค้งเหมือนจะหลุด โคลงเคลงไปมา
  • ขับแล้วรู้สึกว่าไม่นุ่มนวล สบายไม่เหมือนเดิม มีการเด้งของล้อมากขึ้น รู้สึกกระด้าง โช๊คอัพรถยนต์ของคุณมีปัญหาอย่างแน่นอน

นี่เป็นวิธีสังเกต และตรวจเช็กโช๊คอัพเบื้องต้นด้วยตัวเอง ซึ่งหากรถมีอาการเหล่านี้ควรรีบเข้าร้านซ่อม หรือปรึกษาผู้รู้ เพื่อหาข้อมูล และสามเหตุที่แท้จริง แต่หากจะให้แนะนำควรรีบนำไปที่ศูนย์ หรือร้านซ่อมโช๊คอัพรถยนต์โดยเฉพาะจะดีที่สุด เพราะส่วนใหญ่อายุการใช้งานของโช๊คจะขึ้นอยู่กับพฤติกรรมของผู้ขับขี่ และการติดตั้งที่ได้มาตรฐาน หากจะนับอายุจริง ๆ ก็จะอยู่ที่ประมาณ 50,000-100,000 กิโลเมตร หรือ 3 ปี และควรตรวจเช็กทุก ๆ 20,000 กิโลเมตร ดังนั้นหากในช่วงที่ผ่านมาคุณละเลยก็ควรรีบนำไปตรวจสอบการใช้งาน ก่อนที่ผลเสียอื่น ๆจะตามมา

Previous articleคริปโตเคอร์เรนซี คืออะไรมีประโยชน์ยังไง
Next articleทำบุญวันเกิด ของผู้ที่เกิดทั้ง 7 วัน เสริมดวงให้เฮงให้ปัง