หงสาวดีงามแค่ไหนในสายตานักประวัติศาสตร์ เมืองหลวงเก่าที่สวยเพราะอะไร

3

เมื่อพูดถึงเมืองหลวงเก่าในอุษาคเนย์ หลายคนมักนึกถึงอยุธยาหรืออังกอร์ก่อน แต่หงสาวดีหรือพะโคกลับเป็นชื่อที่นักประวัติศาสตร์ให้ความสนใจไม่น้อย เพราะเมืองนี้ไม่ได้โดดเด่นแค่ฐานะศูนย์กลางการเมืองของพม่าในบางยุคเท่านั้น หากยังสะท้อนรสนิยมด้านศิลปกรรม ความศรัทธา และวิธีจัดระเบียบอำนาจผ่านสิ่งปลูกสร้างอย่างชัดเจนด้วย เวลาพูดถึง สถาปัตยกรรมหงสาวดี จึงไม่ได้หมายถึงแค่ความวิจิตรของเจดีย์หรือพระราชวัง แต่คือการมองทั้งเมืองในฐานะงานออกแบบที่มีความหมายทางประวัติศาสตร์ซ่อนอยู่ทุกชั้น

หงสาวดีงามแค่ไหนในสายตานักประวัติศาสตร์ เมืองหลวงเก่าที่สวยเพราะอะไร

คำถามที่น่าสนใจก็คือ ถ้ามองด้วยสายตาของนักประวัติศาสตร์ ความงามของหงสาวดีอยู่ตรงไหนกันแน่ อยู่ที่ยอดเจดีย์สีทองซึ่งมองเห็นแต่ไกล อยู่ที่ผังเมืองซึ่งจัดวางอย่างมีนัยทางการเมือง หรืออยู่ที่การผสมผสานอิทธิพลมอญกับพม่าจนเกิดเอกลักษณ์เฉพาะตัว คำตอบจริง ๆ อาจไม่ใช่อย่างใดอย่างหนึ่ง แต่เป็นความงามแบบที่เกิดจากหลายองค์ประกอบทำงานร่วมกันอย่างแนบแน่น

ความงามที่นักประวัติศาสตร์มองหา ไม่ได้มีแค่คำว่าสวย

ในทางประวัติศาสตร์ศิลป์ คำว่า งดงาม ไม่ได้แปลว่าอลังการเพียงอย่างเดียว นักวิชาการมักดูทั้ง สัดส่วน วัสดุ ตำแหน่งที่ตั้ง และ ความหมายเชิงอำนาจ ของอาคาร หงสาวดีจึงน่าสนใจมาก เพราะเป็นเมืองที่ใช้สถาปัตยกรรมประกาศความยิ่งใหญ่ของรัฐอย่างตรงไปตรงมา เจดีย์ขนาดใหญ่ พระราชวังที่ยกพื้นสูง และการจัดแกนพื้นที่สำคัญ ล้วนสื่อว่าศาสนาและราชอำนาจไม่เคยแยกจากกันเด็ดขาดในโลกการเมืองของภูมิภาคนี้

นักประวัติศาสตร์จำนวนมากยังมองว่าเสน่ห์ของหงสาวดีอยู่ที่ความเป็นเมืองท่าซึ่งเปิดรับคนหลายเชื้อชาติ บันทึกของพ่อค้าและนักเดินทางยุโรปในคริสต์ศตวรรษที่ 16 เช่น Gasparo Balbi และ Ralph Fitch ต่างพูดถึงพะโคในฐานะเมืองมั่งคั่งและคึกคัก สิ่งนี้สำคัญมาก เพราะความมั่งคั่งจากการค้าเป็นเงื่อนไขที่ทำให้เมืองสามารถสร้างสิ่งปลูกสร้างขนาดใหญ่และประณีตได้ ความงามของหงสาวดีจึงไม่ได้ลอยมาจากรสนิยมอย่างเดียว แต่มาจากฐานเศรษฐกิจที่หนุนหลังอยู่จริง

ผังเมืองกับอำนาจที่มองเห็นได้

หากมองจากภาพใหญ่ หงสาวดีเป็นตัวอย่างของเมืองหลวงที่จัดพื้นที่อย่างมีลำดับชั้น พื้นที่ศาสนา พื้นที่ราชสำนัก และพื้นที่อยู่อาศัยไม่ได้กระจัดกระจายแบบไร้ระบบ แต่เชื่อมกันด้วยแนวคิดเรื่องศูนย์กลางอำนาจ เมืองแบบนี้ทำให้ผู้คนรับรู้สถานะของกษัตริย์ผ่านภูมิทัศน์ได้ทันที นี่คือเหตุผลที่นักประวัติศาสตร์บางคนมองว่าความงามของหงสาวดีมีลักษณะ สง่างามเชิงรัฐพิธี มากกว่าจะเป็นความพลิ้วไหวแบบเมืองศิลปิน

เจดีย์ พระราชวัง และเส้นสายแบบมอญ-พม่า

เมื่อซูมเข้ามาที่รายละเอียด หงสาวดีโดดเด่นด้วยโลกของเจดีย์และสถูปซึ่งใช้รูปทรงเรียวสูงเพื่อดึงสายตาขึ้นสู่เบื้องบน ตัวอย่างที่มักถูกพูดถึงคือ Shwemawdaw Pagoda ซึ่งปัจจุบันมีความสูงราว 114 เมตร และถือเป็นหนึ่งในเจดีย์สำคัญของเมียนมา ความสูงไม่ใช่แค่เรื่องเทคนิค แต่เป็นภาษาทางสัญลักษณ์ที่สื่อถึงบุญบารมีและความศักดิ์สิทธิ์ ขณะเดียวกัน พระราชวังอย่าง Kanbawzathadi ก็สะท้อนโลกทัศน์อีกด้าน คือความเป็นระเบียบ สมมาตร และการใช้สถาปัตยกรรมสร้างภาพลักษณ์กษัตริย์ผู้ครองโลกมนุษย์ภายใต้ร่มเงาพุทธศาสนา

อะไรทำให้หงสาวดีต่างจากเมืองหลวงร่วมสมัย

ถ้าเทียบกับเมืองสำคัญอื่นในภูมิภาค ความพิเศษของหงสาวดีไม่ได้อยู่ที่การประดับลวดลายมากที่สุด แต่อยู่ที่การทำให้ศิลปกรรม ศาสนา และการเมืองเดินไปในจังหวะเดียวกัน จนเกิดบุคลิกเฉพาะที่นักประวัติศาสตร์จำได้ทันที

  • เป็นเมืองของชาวมอญที่มีอิทธิพลสูง ทำให้รสนิยมทางศิลปกรรมมีความนุ่มนวล ละเมียด และต่างจากศูนย์กลางแบบพม่าตอนบนบางแห่ง
  • เจดีย์ถูกวางเป็นจุดหมายของสายตา ไม่ใช่แค่ศาสนสถาน แต่เป็นหมุดหมายของเมืองทั้งในเชิงภูมิทัศน์และความเชื่อ
  • พระราชวังทำหน้าที่มากกว่าที่ประทับ มันคือเวทีแสดงระเบียบของรัฐ และทำให้ความงามมีมิติทางการเมือง
  • ความเป็นเมืองท่าระหว่างประเทศ ช่วยให้เกิดการแลกเปลี่ยนช่างฝีมือ วัสดุ และรสนิยมจากภายนอก
  • ภาพรวมของเมืองดูมีพิธีการ จึงให้ความรู้สึกสง่า มากกว่าความหวือหวาเพียงฉาบหน้า

จุดที่ทำให้นักประวัติศาสตร์ยังถกเถียงกันอยู่

อย่างไรก็ดี การชมความงามของหงสาวดีมีข้อจำกัดสำคัญ เพราะโบราณสถานจำนวนไม่น้อยผ่านการพังทลาย สงคราม และการบูรณะหลายรอบ สิ่งที่เราเห็นในปัจจุบันจึงไม่ใช่ภาพเดิมทั้งหมดจากศตวรรษที่ 16 หรือ 17 เสมอไป นี่คือจุดที่นักประวัติศาสตร์ระวังมาก บางคนชื่นชมว่าเมืองยังคงรักษาโครงเรื่องของอดีตไว้ได้ดี ขณะที่อีกกลุ่มเตือนว่าเราต้องแยกระหว่างของเดิมกับของสร้างใหม่ให้ชัด ไม่เช่นนั้นอาจเผลอชื่นชมภาพจำร่วมสมัยมากกว่าความจริงทางโบราณคดี

  • ความงามที่เห็นวันนี้ ส่วนหนึ่งผ่านการบูรณะ จึงควรถูกอ่านควบคู่กับหลักฐานเดิม
  • เอกสารต่างชาติ แม้ให้ภาพน่าตื่นตา แต่ก็มักปนมุมมองของผู้มาเยือน
  • การตีความคำว่างดงาม เปลี่ยนไปตามยุค นักประวัติศาสตร์จึงดูทั้งรูปลักษณ์และบริบทไปพร้อมกัน

แล้วถ้ามองจากวันนี้ หงสาวดียังงามอยู่ไหม

คำตอบคือยังงาม แต่ความงามนั้นลึกกว่าภาพโปสการ์ดมาก หากมองเพียงผิวเผิน เราอาจเห็นแค่เจดีย์ทองและอาคารประวัติศาสตร์ที่ชวนถ่ายรูป แต่ถ้ามองแบบนักประวัติศาสตร์ เราจะเห็นเมืองที่เคยใช้สถาปัตยกรรมเป็นภาษาของอำนาจ ความศรัทธา และการเชื่อมโลกภายในกับโลกภายนอกไว้พร้อมกัน นี่เองที่ทำให้ สถาปัตยกรรมหงสาวดี ถูกจดจำไม่ใช่เพราะความหรูหราอย่างเดียว แต่เพราะมันบอกเล่าเรื่องของผู้คน รัฐ และความเปลี่ยนแปลงของภูมิภาคได้อย่างมีน้ำหนัก

สุดท้าย ความงามของหงสาวดีอาจไม่ได้อยู่ที่คำตอบว่า สวยที่สุดหรือไม่ แต่อยู่ที่มันทำให้เรากลับมาถามคำถามเดิมซ้ำ ๆ ว่า เมืองหนึ่งเมืองจะงดงามได้เพราะอะไร เพราะรูปทรงของอาคาร เพราะศรัทธาที่หล่อเลี้ยงมัน หรือเพราะประวัติศาสตร์ที่ยังสะท้อนอยู่ในกำแพงและฐานเจดีย์ ถ้าคิดต่อจากจุดนี้ได้ บทสนทนาเรื่องหงสาวดีก็จะสนุกกว่าการมองเป็นเพียงเมืองโบราณแห่งหนึ่งมากนัก

ชวนอ่านต่อในเชิงวิชาการ: งานของ Victor Lieberman และ Michael Aung-Thwin, รวมถึงบันทึกการเดินทางของ Gasparo Balbi และ Ralph Fitch เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับคนที่อยากทำความเข้าใจหงสาวดีให้ลึกกว่าแค่ภาพจำด้านการท่องเที่ยว