เวลาพูดถึงเครื่องดื่มสีเขียวเนียนละเอียดที่มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว หลายคนมักนึกถึงญี่ปุ่นทันที แต่เมื่อย้อนดูให้ลึกลงไป ประวัติมัทฉะ กลับไม่ได้เริ่มต้นบนแผ่นดินญี่ปุ่นเสียทีเดียว เรื่องราวของมันโยงไปถึงจีนโบราณ พระพุทธศาสนา วัฒนธรรมชนชั้นสูง และการเปลี่ยนแปลงทางรสนิยมที่กินเวลาหลายร้อยปี
สิ่งที่ทำให้มัทฉะน่าสนใจกว่าแค่การเป็นชา ก็คือมันเป็นตัวอย่างชัดเจนของวัฒนธรรมที่ “เดินทาง” แล้วถูกตีความใหม่จนกลายเป็นเอกลักษณ์ของอีกประเทศหนึ่ง จากผงชาที่เคยใช้ในจีน สู่พิธีชงชาที่พิถีพิถันของญี่ปุ่น และต่อยอดจนเป็นสินค้าระดับโลกในปัจจุบัน นี่จึงไม่ใช่แค่เรื่องของชา แต่เป็นเรื่องของอารยธรรม ความทรงจำ และรสนิยมที่ถูกสร้างขึ้นใหม่
มัทฉะมีต้นกำเนิดจากจีน ไม่ใช่ญี่ปุ่นโดยตรง
หากตอบแบบสั้นที่สุด ต้นกำเนิดของมัทฉะต้องย้อนไปที่ จีนในสมัยราชวงศ์ถังและราชวงศ์ซ่ง ช่วงเวลานั้นมีการนำใบชามานึ่ง อัดเป็นก้อน แล้วบดให้ละเอียดก่อนตีผสมกับน้ำร้อน วิธีนี้ทำให้ชามีรสสัมผัสนุ่มและดื่มง่ายกว่าการต้มใบชาแบบเดิม นักประวัติศาสตร์ชามักมองว่านี่คือรากฐานสำคัญของสิ่งที่ต่อมาพัฒนาเป็นมัทฉะ
ในยุคราชวงศ์ซ่ง การดื่มชาผงถือเป็นวัฒนธรรมชั้นสูงถึงขั้นมีการแข่งขันตีชาให้เกิดฟองสวยงาม เรียกได้ว่าแนวคิดเรื่อง “ชาผงตีด้วยน้ำร้อน” มีอยู่ก่อนญี่ปุ่นหลายร้อยปี เพียงแต่จีนในเวลาต่อมาเปลี่ยนรสนิยมไปนิยมชงชาแบบใบมากขึ้น ทำให้ธรรมเนียมชาผงค่อยๆ เลือนหายไปจากกระแสหลัก
จุดสำคัญที่ควรเข้าใจ
- ต้นแบบของมัทฉะเกิดจาก วัฒนธรรมชาผงของจีน
- ญี่ปุ่นไม่ได้คิดวิธีนี้ขึ้นจากศูนย์ แต่รับอิทธิพลมาอย่างชัดเจน
- สิ่งที่ญี่ปุ่นทำได้โดดเด่น คือการรักษา พัฒนา และยกระดับมันจนกลายเป็นศิลปะ
จากจีนสู่ญี่ปุ่น ชาผงเดินทางมากับพระ
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 12 เมื่อพระญี่ปุ่นเดินทางไปศึกษาพุทธศาสนานิกายเซนในจีน หนึ่งในบุคคลสำคัญคือ เอไซ หรือ Eisai พระที่มักถูกกล่าวถึงเสมอเมื่อพูดถึงประวัติชาในญี่ปุ่น เขานำเมล็ดชากลับมาปลูก และเผยแพร่วิธีดื่มชาผงในหมู่นักบวชและชนชั้นปกครอง
เอไซยังเขียนหนังสือชื่อ Kissa Yojoki ในปี ค.ศ. 1211 ว่าด้วยคุณประโยชน์ของชา งานชิ้นนี้มักถูกอ้างถึงในประวัติศาสตร์ชา เพราะสะท้อนว่าชาไม่ได้ถูกมองเป็นเพียงเครื่องดื่ม แต่ยังเชื่อมโยงกับสุขภาพ สมาธิ และการปฏิบัติธรรมด้วย สำหรับพระเซน ชาช่วยให้ตื่นตัวระหว่างนั่งสมาธิได้ดี จึงไม่น่าแปลกที่มันจะหยั่งรากในญี่ปุ่นได้เร็ว
ทำไมสุดท้ายมัทฉะจึงกลายเป็นของญี่ปุ่น
คำถามที่น่าสนใจกว่าต้นกำเนิด คือเหตุใดคนทั่วโลกจึงจดจำมัทฉะว่าเป็น “ชาญี่ปุ่น” คำตอบอยู่ที่การพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ญี่ปุ่นไม่ได้เพียงรับวัฒนธรรมชาผงมาใช้ แต่ค่อยๆ สร้างระบบการปลูก การเก็บเกี่ยว การบดชา และมารยาทการดื่มขึ้นมาใหม่อย่างละเอียด
พื้นที่อย่าง อุจิ เมืองเกียวโต มีบทบาทมากในเรื่องนี้ เพราะกลายเป็นแหล่งผลิตชาคุณภาพสูง วิธีคลุมต้นชาก่อนเก็บเกี่ยวเพื่อลดแสงแดด ทำให้ใบชามีคลอโรฟิลล์และกรดอะมิโนสูงขึ้น เกิดรส อูมามิ ที่เป็นเอกลักษณ์ของมัทฉะสมัยใหม่ กระบวนการเช่นนี้ทำให้มัทฉะไม่ใช่แค่ชาบดละเอียด แต่เป็นชาที่มีวิธีผลิตเฉพาะตัว
สิ่งที่ญี่ปุ่นเติมเข้าไปจนมัทฉะเปลี่ยนความหมาย
- พิธีชา หรือ chanoyu ทำให้การดื่มชาเป็นประสบการณ์ทางจิตใจ
- แนวคิดวาบิ-ซาบิ ทำให้ความเรียบง่ายกลายเป็นความงาม
- มาตรฐานการผลิต ทำให้รสชาติและคุณภาพต่างจากชาผงทั่วไป
- การสืบทอดต่อเนื่อง ในขณะที่จีนเลิกนิยมชาผง ญี่ปุ่นกลับรักษาไว้
บทบาทของเซน โนะ ริคิว กับการทำให้มัทฉะเป็นวัฒนธรรม
ถ้าจะหาคนที่ทำให้มัทฉะกลายเป็นมากกว่าเครื่องดื่ม ชื่อของ เซน โนะ ริคิว ต้องถูกพูดถึงเสมอ ในคริสต์ศตวรรษที่ 16 เขาพิธีกรรมการชงชาให้เรียบ ลึก และสงบนิ่งมากขึ้น จนเกิดแนวคิดว่าการดื่มชาคือการฝึกใจ ไม่ใช่เพียงการเสพรสชาติ
จากจุดนั้น มัทฉะจึงผูกกับอัตลักษณ์ญี่ปุ่นอย่างแน่นหนา ทั้งในราชสำนัก วัด ซามูไร และชนชั้นพ่อค้า พูดอีกแบบคือ จีนมอบต้นแบบให้ แต่ญี่ปุ่นมอบ “ความหมาย” ใหม่ให้กับมัน จนคนรุ่นหลังแทบแยกไม่ออกว่ารากเดิมเริ่มจากที่ไหน
มัทฉะในโลกปัจจุบัน ทำไมยิ่งเก่าจึงยิ่งใหม่
ในศตวรรษที่ 21 มัทฉะกลับมาได้รับความนิยมทั่วโลกอีกครั้ง ทั้งในรูปแบบชา เครื่องดื่มคาเฟ่ ขนม และผลิตภัณฑ์สุขภาพ ข้อมูลจากหน่วยงานด้านเกษตรของญี่ปุ่นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ชี้ว่าความต้องการชาเขียวคุณภาพสูงเพื่อการส่งออกเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยมัทฉะเป็นหนึ่งในหมวดที่เติบโตเด่น เพราะตอบโจทย์ทั้งรสชาติ ภาพลักษณ์ และเทรนด์สุขภาพ
อย่างไรก็ดี ความนิยมสมัยใหม่ทำให้หลายคนเข้าใจมัทฉะเพียงในฐานะส่วนผสมของลาเต้หรือขนม ทั้งที่เบื้องหลังมันมีประวัติศาสตร์ยาวนานนับพันปี และผ่านการเปลี่ยนผ่านทางวัฒนธรรมอย่างซับซ้อน ยิ่งรู้ที่มา เรายิ่งเห็นว่าผงสีเขียวถ้วยเล็กๆ นี้เป็นผลลัพธ์ของการแลกเปลี่ยนระหว่างจีนกับญี่ปุ่น ไม่ใช่เรื่องของชาติใดชาติหนึ่งแบบตัดขาด
สรุป ต้นกำเนิดอยู่ที่จีน แต่ตัวตนเบ่งบานที่ญี่ปุ่น
หากถามว่า มัทฉะมีต้นกำเนิดมาจากไหน คำตอบที่แม่นยำคือ มันเริ่มจากวัฒนธรรมชาผงของจีน ก่อนจะถูกนำเข้าสู่ญี่ปุ่นโดยพระ และได้รับการพัฒนาอย่างลึกซึ้งจนกลายเป็นหัวใจของพิธีชาแบบญี่ปุ่น นี่เองที่ทำให้วันนี้โลกมองมัทฉะเป็นสัญลักษณ์ของญี่ปุ่น แม้รากแรกจะอยู่ในจีนก็ตาม
เรื่องของมัทฉะจึงชวนให้คิดต่อว่า วัฒนธรรมหนึ่งๆ เป็นของผู้ให้กำเนิด หรือของผู้ที่รักษาและพัฒนามันจนมีชีวิตใหม่กันแน่ บางทีคำตอบอาจอยู่ในถ้วยชาที่เราดื่มอย่างเงียบๆ นั่นเอง





































